“ณพลเดช” แนะกรมศิลป์เป็นแม่งาน ดันโบราณสถานไทยสู่มรดกโลก Soft power เผยบ้างประเทศมีเส้นสายขึ้นทะเบียนมรดกโลก!

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2567 ที่ประเทศตุรกี นายณพลเดช มณีลังกา อนุกรรมาธิการพิจารณาด้านศิลปะและวัฒนธรรม และ อนุกรรมการเพื่อศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการขับเคลื่อนไปสู่รัฐสภาสีเขียว (Green Pariament) สภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์เฟสบุ๊คส่วนตัวระบุว่า วันนี้บ่ายๆ แวะมาเดิน Taksim Republic Monument ประเทศตุรกี ที่น่าสนใจคือได้ไปชม บลู มอส(Blue Mosque) พระราชวังโทพคาปิ (Topkapi Palace) และฮาเกียโซเฟีย (Hagia Sophia) หรืออายาโซฟยา (Ayasofya) เมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี โบราณสถานสำคัญที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองของจักรวรรดิโรมันและจักรวรรดิไบแซนไทน์แล้ว ยังได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคกลาง และเป็นโบสถ์ทรงโดมที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาเป็นเวลาเกือบพันปี พื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งอิสตันบูลนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ตั้งแต่ปี 2529

อย่างไรก็ตาม องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกของประเทศตุรกีทั้งสิ้น 21 แห่ง ประกอบด้วยแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม 19 แห่ง และแหล่งมรดกโลกแบบผสมอีก 2 แห่งแต่ไทยได้ขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกโลกเพียง 7 แห่ง เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม 4 แหล่งและแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ 3 แหล่ง ซึ่งเราห่างจากเขาถึง 3 เท่า!!

ทั้งนี้มีความเข้าใจจากนักวิชาการของไทยว่า จะสามารถขึ้นทะเบียนมรดกโลก 1 แห่ง ต่อ 1 ประเทศ ต่อ 1 ปีเท่านั้น แต่กลับกันทำไมประเทศตุรกีในปี พ.ศ.2566 ขึ้นทะเบียน 2 แหล่ง คือ กอร์ดีออน และ Wooden Hypostyle Mosques of Medieval Anatolia และในปีอื่นๆก็มีประเด็นที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกพร้อมกันมากกว่า 1 แห่ง คือ พ.ศ.2557 และ พ.ศ.2558 จะเห็นเขาสามารถขึ้นทะเบียนมรดกโลกแบบก้าวกระโดดอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งหากประเทศไทยจะสามารถขึ้นทะเบียนได้ 1 แห่ง ต่อปี ซึ่งปีที่แล้วได้ที่ศรีเทพ และตั้งใจว่าปีนี้จะขอขึ้นทะเบียนที่ภูพระบาท หมายความว่า ถ้าสามารถขึ้นทะเบียนได้ทุกปี อีก 14 ปีข้างหน้าเราถึงจะมีแหล่งขึ้นทะเบียนมรดกโลกเท่าประเทศตุรกี ซึ่งทุกปีเค้าขยับขึ้นทะเบียนมรดกโลกมากขึ้น หมายความว่าเราเสียโอกาสทำธุรกิจ เสียโอกาสการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวจะส่งผลต่อการค้าขายในพื้นที่ ประชาชนสามารถหารายได้ ได้จากพื้นที่ใกล้บ้านของตัวเอง ไม่ต้องออกไปทำงานนอกพื้นที่ นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกก็มุ่งหน้ามาเที่ยวเอง ซึ่งถือว่าเป็น Soft power ของเรา

จากที่กระผมได้ศึกษา เห็นว่าประเทศเรามีหน่วยงานที่จะผลักดันการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจริง แต่ด้วยการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปมา บุคลากรจำเป็นต้องมีความรู้ความสามารถขั้นสูง สามารถต่อรองกันในระดับนานาประเทศได้ การสนับสนุนงบประมาณที่จะจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมากพอสมควร ในการขับเคลื่อน ส่วนตัวเห็นว่า หากเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ควรจะให้กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรมเป็นแม่งาน หรือจะต้องเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะและไม่ปรับเปลี่ยนไปตามการเมือง เราจึงจะสามารถพัฒนาแหล่งมรดกโลก ที่จะเป็น Soft power ต่อไป ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *